My Little Boss อาหารเด็กพรีเมี่ยม ไม่มีหน้าร้าน แต่ขายได้ 400 กล่องต่อวัน

Highlight

  • พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก ฉะนั้นถ้าผลิตภัณฑ์เราดีพอและตอบโจทย์เขาได้ เขาก็กล้าซื้อ
  • การตลาดแบบปากต่อปากมันมีอิทธิพลมาก เสียงจากคนใกล้ตัวย่อมดังกว่าอยู่แล้ว ยิ่งเป็นของที่เกี่ยวกับเด็ก พวกแม่ๆ ก็ยิ่งให้ความสำคัญ และใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้นเขาจะเชื่อจากคนรู้จักมากกว่าการโฆษณาแน่นอน
  • การที่เราแทบไม่เคยเจอลูกค้าเลย การสื่อสารกับเขาจึงเป็นแค่ทางตัวอักษรเท่านั้น จึงกลายเป็นข้อจำกัดด้านความใกล้ชิด เราจึงต้องมีทีม Customer service โดยเฉพาะ ทำหน้าที่พูดคุยกับลูกค้า สื่อสารและให้คำแนะนำที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้ามั่นใจในผลิตภัณฑ์และการบริการของเรา
  • ต้องรักษาคุณภาพเอาไว้ให้ได้ คุณต้องไม่ลืมว่ามีคนใหม่รอแทนที่คุณตลอดเวลา คุณคิดได้ เขาก็เลียนแบบได้แต่ถ้าคุณรักษาคุณภาพได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเลย

ทุกวันนี้ธุรกิจเดลิเวอร์รี่ถือว่าอยู่ในช่วงบูมสุดๆ เพราะผู้บริโภคเริ่มหันไปสั่งซื้อสินค้าในช่องทางออนไลน์มากขึ้น จึงกลายเป็นโอกาสทองของแทบทุกธุรกิจที่จะขยายตลาดให้กว้างมากขึ้น และ คุณยุ้ย-นภัทร กิจประเสริฐ ก็เห็นโอกาสเช่นกัน จึงเกิดเป็นธุรกิจ My Little Boss ธุรกิจอาหารเด็กระดับพรีเมี่ยม ส่งตรงถึงบ้าน เจาะตลาดกลุ่มคุณแม่ที่ไม่มีเวลาทำอาหารให้ลูกๆ และกลุ่มเด็กที่รับประทานยาก นับเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในตลาดอาหารเด็กปรุงสด โดยแทบจะไม่มีคู่แข่งเลย! เธอมีแนวคิดและวิธีการทำธุรกิจอย่างไร ไปติดตามกัน

เริ่มธุรกิจจากปัญหาของแม่ๆ

ธุรกิจนี้เกิดจากลูกชายคนโต ค่อนข้างเลือกกิน เราก็ทำได้แต่เมนูทั่วๆ ไป ซึ่งเขาก็ไม่ค่อยกิน เราจึงลองเสิร์จหาในอินเทอร์เน็ตว่า พอจะมีร้านที่รับทำอาหารเด็กและไว้ใจได้บ้างไหม สรุปว่าไม่มีเลย จะให้ซื้อตามร้านทั่วไปก็กังวลเรื่องความสะอาด หรือถ้าจ้างเชฟมาทำให้ลูกเราคนเดียวเขาคงไม่ทำให้แน่ๆ  จึงเกิดไอเดียว่า อย่างนั้นเรามาสร้างทีมเลยไหม เพราะเราก็ทำธุรกิจอื่นๆ อยู่ด้วย มีคนพร้อมอยู่แล้ว ขาดแค่ทีมเชฟเท่านั้น

พอเริ่มหาเชฟ ปรากฎว่าไม่มีเชฟที่ปรุงอาหารสำหรับเด็กโดยตรง แต่ด้วยความที่เราเป็นแม่ ก็พอจะรู้มาบ้างว่าเด็กชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และลองปรึกษานักโภชนาการ เพื่อจะได้รู้ว่าเด็กวัยนี้ ควรหรือไม่ควรกินอะไร หลังจากนั้นเราจึงกลับมาคุยกับเชฟ แล้วให้เขาลองคิดเมนูขึ้นมา ซึ่งให้ลูกชายเป็นหนูทดลองก่อน (หัวเราะ) ไม่นานก็เกิดเป็น My Little Boss ขึ้น

ใส่ใจทุกขั้นตอน เพื่อครองใจพ่อแม่ และเด็กๆ

การทำอาหารเด็กค่อนข้างจะ Sensitive  เราจึงต้องใส่ใจในคุณภาพทุกๆ ขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การเลือกวัตถุที่นำมาปรุงอาหาร อันดับแรกเนื้อสัตว์หรือผักต้องปลอดสาร ทุกเมนูไม่ใส่สารปรุงแต่งหรือผงชูรส ซอสต่างๆ ก็มาจากธรรมชาติ ถัดมาคือเรื่องความสดใหม่ เราสั่งวัตถุดิบใหม่ทุกวัน และทำตามออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งเท่านั้น โดยเราจะให้ลูกค้าสั่งล่วงหน้า เพื่อจะได้บริหารจัดการวัตถุดิบได้ง่ายและไม่มีอาหารเหลือค้าง ฉะนั้นคุณแม่มั่นใจได้เลยว่าเมนูที่ได้รับไปมีคุณภาพจริงๆ

เมื่อสร้างความมั่นใจให้พ่อแม่ได้แล้ว ก็มาในส่วนเด็กๆ เราเป็นแม่จึงรู้ว่าเด็กเบื่อง่าย ฉะนั้นเมนูที่ทำต้องหลากหลาย โดยทุกวันนี้มีเกือบ 200 เมนู หมุนเวียนกันไป และทุกเมนูต้องมีการตกแต่งให้น่ารับประทาน มีสีสันสดใส บางครั้งเมนูเดิมจัดวางแบบเดิมก็ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ เขาจะได้ตื่นเต้นตลอดเวลา อาจจะเปลี่ยนผัก เปลี่ยนสีข้าว ต้องปรับไปเรื่อยๆ

วางตัวเองเป็นอาหารเด็กพรีเมี่ยม

เราวางภาพลักษณ์เป็นอาหารเด็กพรีเมี่ยม ด้านคุณภาพอาหาร เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุด บรรจุภัณฑ์ต้องสะอาด เห็นแล้วมั่นใจได้เลยว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมเจือปน โดยสาเหตุที่เราวางตัวเองอย่างนี้เพราะเราเชื่อว่า พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก ฉะนั้นถ้าผลิตภัณฑ์เราดีพอและตอบโจทย์เขาได้ เขาก็กล้าซื้อ แต่ความบ่อยครั้งก็ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของครอบครัว โดยกลุ่มเป้าหมายหลักที่เราวางไว้คือครอบครัวที่มีลูกอายุ 1-7 ปี ในระดับ B+ คุณพ่อคุณแม่ทำงานนอกบ้าน ไม่ค่อยมีเวลาทำกับข้าวให้ลูก ต้องการความสะดวกสบาย หรือบ้านไหนที่มีลูกที่กินยาก ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราเช่นกัน

การตลาดบอกต่อ ทำให้คุณแม่ไว้ใจ

ช่วงเริ่มต้น เราใช้การส่งอาหารให้คนรู้จัก กลุ่มเพื่อนๆ ของเรา เพื่อนที่โรงเรียนของลูก จากนั้นก็ขยับไปส่งให้ดารา เซเลบริตี้ ที่มีลูกในวัย 1-7 ปี ส่งให้เขาลอง ถ้าเขาชอบค่อยบอกต่อหรือประชาสัมพันธ์ให้ ทำให้แบรนด์เราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะแม่ๆ เขาบอกต่อกันเองด้วย เราไม่เน้นการซื้อโฆษณาตรงๆ เพราะเราคิดว่าเรื่องพวกนี้ต้องอาศัยความเชื่อใจ ยิ่งทุกวันนี้โฆษณาเต็มหน้า Facebook ไปหมด แล้วเขาจะเชื่อใคร ฉะนั้นมันต้องอาศัยการบอกต่อ

การตลาดแบบปากต่อปากมันมีอิทธิพลมาก เสียงจากคนใกล้ตัวย่อมดังกว่าอยู่แล้ว ยิ่งเป็นของที่เกี่ยวกับเด็ก พวกแม่ๆ ก็ยิ่งให้ความสำคัญ และใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฉะนั้นเขาจะเชื่อจากคนรู้จักมากกว่าการโฆษณาแน่นอน

อุปสรรคของการไม่มีหน้าร้าน

ช่องทางการติดต่อเรามีทาง Line@ Facebook IG โดยไม่มีหน้าร้าน อาจจะมีออกอีเว้นท์บ้าง เพื่อสร้าง Brand awareness แต่ไม่ได้ออกบ่อยนัก เพราะเราไม่ได้โฟกัสว่าต้องออกเพื่อหาลูกค้าใหม่ แต่เป็นการย้ำเตือนลูกค้าเก่าที่เคยเจอเราแต่ในไลน์ ก็ได้มาเจอตัวจริง มีอาหารให้ลองชิม ลองซื้อกลับบ้าน

ฉะนั้นการที่เราแทบไม่เคยเจอลูกค้าเลย การสื่อสารกับเขาจึงเป็นแค่ทางตัวอักษรเท่านั้น จึงกลายเป็นข้อจำกัดด้านความใกล้ชิด เราจึงต้องมีทีม Customer service โดยเฉพาะ ทำหน้าที่พูดคุยกับลูกค้า สื่อสารและให้คำแนะนำที่เหมาะสม ทำให้ลูกค้ามั่นใจในผลิตภัณฑ์และการบริการของเรา ต้องถามอย่างละเอียดว่าน้องแพ้อะไรไหม ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราปรับตามได้ทั้งหมด

บางครั้งเราก็ตอบเองด้วย โดยเอาประสบการณ์ที่เราเป็นแม่มาแนะนำ ทำให้เขารู้สึกว่า เรามีประสบการณ์นะ แนะนำได้ เขาก็จะรู้สึกใกล้ชิดกับเรามากขึ้น

หัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารปรุงสด คือการจัดการต้องเยี่ยม

ข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจนี้คือ เวลา เพราะเราทำอาหารปรุงสด ทำเสร็จแล้วต้องส่งเลย ฉะนั้นเราจึงต้องจัดการเวลาให้ดีมากๆ ทุกวันนี้ถ้าผลิตแบบเต็มกำลังจะได้ประมาณ 400-500 กล่องต่อวัน รับมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะขั้นตอนการผลิตเราค่อนข้างละเอียดอ่อน

ขั้นแรกวัตถุดิบจะมาส่งตอนเย็น วันรุ่งขึ้นเชฟจะปรุงทันที เมื่อปรุงเสร็จก็ส่งไปแต่งหน้าอาหาร ถัดมาส่ง QC เพื่อเช็คไม่ว่ามีสิ่งแปลกปลอมปะปนลงไปในทุกๆ กล่อง จากนั้นจึงปิดกล่อง เช็ดกล่อง แล้วเข้าเครื่องซีลทันทีเพื่อไม่ให้อากาศเข้า จากนั้นส่งไปที่ห้องควบคุมอุณหภูมิเพื่อคงความสดใหม่ของอาหารเอาไว้

ขั้นตอนสุดท้ายคือ จัดส่งโดยแมสเซนเจอร์ แม้ว่าจะมีตู้แช่แต่ก็ต้องทำเวลามากๆ เพราะบางคนบ้านไกล ซึ่งเราต้องส่งภายใน 1 ชั่วโมง และต้องไปถึงก่อนมื้อเย็น เพราะบางบ้านเด็กรอรับประทาน

ทั้งนี้เพื่อการบริหารจัดการที่ง่ายขึ้น เราจะให้ลูกค้าสั่งเป็นคอร์ส คอร์สละ 2 วันหรือ 6 วัน ขึ้นอยู่กับความต้องการ โดยวันหนึ่งเราจะทำ 10 เมนู และให้ลูกค้าเลือกว่าอยากรับประทานเมนูไหน เช่น คุณแม่สั่งคอร์ส 2 วัน ก็จะได้อาหาร 6 มื้อ เลือกได้ 6 เมนู แล้วเราจะไปส่งพร้อมกัน 6 กล่อง คุณแม่ก็รับอาหารเข้าตู้เย็น เก็บไว้กินเป็นมื้อๆ ไป ถ้าสั่ง 6 วัน เราก็จะแบ่งส่ง 3 ครั้ง ครั้งละ 6 กล่องเช่นกัน เพราะเราไม่อยากให้เขาเก็บอาหารไว้นาน

สุดท้ายเมื่อลูกค้าได้อาหารไป ต้องมั่นใจได้ว่าได้รับของที่ดีที่สุดจากเรา

เปิดมาปีกว่า แต่ไม่มีคู่แข่ง

ณ วันนี้ตลาดอาหารเด็กปรุงสด อายุ 1-7 ปี ยังไม่เห็นใครเข้ามาทำเลย อาจจะมีเข้ามาบ้างรายสองราย แต่ตอนนี้ก็ไม่อยู่แล้ว เราจึงไม่ค่อยกังวลเรื่องคู่แข่งเท่าไร อาจจะเป็นเพราะโจทย์เด็กยากมาก ยากกว่าการขายอาหารทั่วไป เพราะคำว่าอร่อยของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ชอบหรือไม่ชอบ กินหรือไม่กิน มันไม่มีมาตรฐานเลย แล้วเขาก็บอกไม่ได้ด้วยว่าทำไม่ถึงไม่ชอบ ฉะนั้นจึงเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยเวลา เก็บ feedback จากลูกค้าอย่างจริงจัง แล้วเราปรับตามทันที ต้องถามคุณแม่ตลอดเวลาน้องกินหรือเปล่า ไม่กินอะไร อยากให้ปรับตรงไหนเพิ่มไหม บวกกับเราเข้ามาในตลาดเป็นรายแรกด้วย ทำให้เราปรับมาถึงจุดที่อยู่ตัวแล้ว

รับฟังทุกความคิดเห็น ปรับตามทันที ปัจจัยแห่งความสำเร็จ

กุญแจสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จคือ เราใส่ใจลูกค้าจริงๆ ลูกค้าในที่นี้คือทั้งคุณแม่ และเด็กๆ  เราจะเช็คความพึงพอใจตลอด แล้วเรานำมาปรับทันที และปรับเป็นรายคน เช่น คุณแม่แจ้งว่าน้องไม่กินหมูชิ้น ขอเปลี่ยนเป็นหมูสับ เราก็เปลี่ยนให้ น้องบางคนชอบข้าวนิ่ม บางคนชอบอาหารรสเข้มหน่อย ไม่ชอบรสอ่อน ไม่ว่ารายละเอียดจะเล็กน้อยแค่ไหน เราทำให้ทั้งหมด พยายามให้ถูกใจเด็กๆ มากที่สุด จุดนี้น่าจะเป็นจุดที่ทำให้ชนะใจลูกค้า

สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือ น้องกินได้มากขึ้น เดิมไม่เคยแตะผักเลย แต่พอเห็นผักสีสวยๆ น่ารักแล้วลองกิน นอกจากตัวน้องเองจะได้ประโยชน์แล้ว ยังเป็นความสุขของพ่อแม่ด้วย

ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ควรทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ

เราว่าการทำธุรกิจ ต้องทำในสิ่งที่ใกล้ตัว รู้จักและมี passion กับมันจริงๆ อย่างธุรกิจนี้ก็เกิดจากปัญหาของเราเอง เมื่อเรามองตัวเองในฐานะผู้บริโภค จึงรู้ว่าควรทำอะไรจึงจะตอบโจทย์ได้จริงๆ

อีกข้อคือ ต้องคิดเสมอว่าถ้าเราคิดได้ คนอื่นก็คิดได้เหมือนกัน ฉะนั้นขั้นต่อมาคือต้องสร้างความแตกต่างให้ตัวเองให้ได้ แล้วความต่างนั้นก็ต้องตรงกับความต้องการลูกค้าด้วย ถัดมาคือธุรกิจที่เราทำ มันต้องมีคุณค่าต่อผู้บริโภคจริงๆ มันถึงจะไปได้ไกล

สุดท้ายคือ ต้องรักษาคุณภาพเอาไว้ให้ได้ คุณต้องไม่ลืมว่ามีคนใหม่รอแทนที่คุณตลอดเวลา คุณคิดได้ เขาก็เลียนแบบได้แต่ถ้าคุณรักษาคุณภาพได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรเลย เพราะคุณเข้ามาก่อน ย่อมได้เปรียบอยู่แล้ว แต่หากคุณภาพตกลงเรื่อยๆ และถ้าคนใหม่ทำได้ดีกว่า เขาเข้ามาแทนที่ได้แน่นอน

SHARE
Pitch
เราคือพื้นที่รวบรวมความรู้และเรื่องราวจากประสบการณ์จริง ของผู้ประสบความสำเร็จจากธุรกิจร้านอาหาร พร้อมที่จะมา "สอนคุณให้เป็นมวย" สมัครสมาชิกวันนี้ เพื่อรับข้อมูลฟรีเกี่ยวกับการจัดการร้านอาหาร